5 คำแก้ตัวที่จะกดให้คุณเป็นคนจนอยู่ตลอดไป

ใช่คุณหรือเปล่าที่ฐานะการเงินไม่เป็นอย่างที่อยากให้เป็น ลองสำรวจดูว่าคุณมีคำแก้ตัว 5 ข้อนี้อยู่ในหัวหรือเปล่า

ผู้เขียนขอออกตัวไว้ก่อนว่า คำว่า “คุณ” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง “คุณผู้อ่าน” แต่ตั้งใจหมายถึง “คนช่างแก้ตัวที่กลัวจะรวย” นะครับ เนื้อหาออกแนวบ่นเล็กน้อย เดี๋ยวจะมีอารมณ์กับผู้เขียนซะก่อน

ใครๆ ก็ใฝ่ฝันจะมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีทั้งนั้น ถึงแม้ไม่ต้องร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี อย่างน้อยก็ขอให้เงินทองเพียงพอใช้จ่าย อยากเที่ยวไหนได้เที่ยว อยากทำบุญได้ทำ อยากเปลี่ยนอุปกรณ์รอบกายบ้างตามโอกาสก็ได้ทำ หรือเอาแค่ยามแก่ไม่ต้องมีคนเลี้ยงและสามารถดูแลตัวเองยามเจ็บป่วยได้ก็พอแล้ว

แต่ก็แปลกนะ ถึงแม้ผมจะหมายความถึงแค่ “เพียงพอ” อย่างข้างบนนี้ (ไม่ต้องรวยล้นฟ้า) บางคนก็ยังคิดว่านั่นเป็นเรื่อง “เพ้อฝัน” เป็นเรื่องที่ “หวังมากไป”

ที่จริงแล้ว ผมคิดว่า “ไม่มีใครแก่เกินรวย”

  • ถ้าคุณคิดจะเรียน..มันต้องรู้
  • ถ้าคุณคิดจะทำ..มันต้องได้

คนที่ไม่คิดแม้แต่จะเริ่มคิด (งงไม๊) หลายคนเต็มไปด้วยคำแก้ตัวที่ ‘สะกดจิต’ ตัวเองอยู่ตลอดเวลาให้อยู่ในสภาพแวดล้อมของความคิดและการกระทำที่ไม่มีวันนำไปสู่ความสำเร็จหรือเพียงพอในฐานะการเงิน

ลองมาดูกันว่าคำแก้ตัวเหล่านั้นมีอะไรบ้าง

1. “ฉันแก่แล้ว เริ่มต้นไม่ทันแล้วหละ”

จริงหงะ? คุณรู้ได้ไง? ผู้พันแซนเดอร์สให้กำเนิดธุรกิจ KFC (Kentucky Fried Chicken) ตอนอายุ 60 ปี

ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ ปลายทางก็ยังรอคุณอยู่ ในวันที่คุณเกษียณไม่มีรายได้ เงินเก็บจะพอหรือเปล่า และระหว่างทางถึงวันนั้นถ้าคุณยังไม่อยู่ในสถานะ ‘เพียงพอ’ ไม่ว่าจะเริ่มต้นเมื่อไหร่..ก็ไม่สายเกินไป

ผมเองมองไปรอบๆ เห็นน้องๆ รุ่นใหม่หลายคนเป็นที่รู้จัก/เด่นดังในสังคม มีธุรกิจของตัวเองตั้งแต่อายุไม่เยอะ ผมยังนึกเลยว่าตอนที่ผมอายุเท่าพวกเขาผมทำอะไรอยู่ แต่เมื่อคำแก้ตัวแบบนี้ไม่อยู่ในหัวผม ผมจึงเสาะแสวงหาแนวทางที่จะสร้างธุรกิจของตัวเองตามความถนัด ผมตั้งปณิธานไว้เลยว่า..ภายในอายุ 50 ต้องรู้แล้วว่ารายได้หลังเกษียณของผมจะมาจากไหนบ้าง

 

2. “มันไม่ใช่วิธีอย่างที่ฉันเคยรู้มาก่อน”

ไม่ผิดหรอกที่คุณไม่รู้ และที่จริง..ทุกสิ่งอย่างก็เปลี่ยนไปตลอดเวลา มันเสียหายตรงไหนที่จะมีบางสิ่งที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน เพียงแต่อย่าเอามันมาใช้เป็นคำแก้ตัวและใช้เป็นเหตุที่จะไม่เปลี่ยนแปลงหรือลงมือทำอะไรบางอย่างเท่านั้น เผลอๆ..สิ่งที่คุณเคยรู้มาว่ามัน work อาจจะไม่ work แล้วก็ได้ในวันนี้

รุ่นปู่-ยา-ตา-ยายของผมทำนา รุ่นพ่อ-แม่ของผมทำธุรกิจบ้านจัดสรร ธุรกิจบ้านจัดสรรเดี๋ยวนี้ทำแบบรุ่นพ่อ-แม่ผมไม่ work แล้ว และสิ่งที่ทำรายได้เสริมให้ผมในเวลานี้ก็ไม่เคยมีมาก่อน (เป็นไปไม่ได้) เมื่อ 10 ปีที่แล้ว นับประสาอะไรจะปล่อยให้คำแก้ตัวในข้อนี้มาสะกดให้คุณเป็นคนจนต่อไป

 

3. “ฉันไม่ฉลาดขนาดนั้นหรอก”

เพื่อนผมที่เรียนเก่งที่สุดในห้อง ไม่ว่าจะเป็นรุ่นจบ ม.6 พร้อมกัน หรือจบมหาวิทยาลัยพร้อมกัน ไม่ได้เป็นคนที่รวยที่สุด ไม่ได้ประสบความสำเร็จด้วยซ้ำ (แต่อย่ากลับ logic เป็นว่าอยากรวยต้องเรียนซ้ำชั้น)

เพื่อนผมรุ่นเดียวกันที่ผมลอกการบ้านมา..วันนี้..ยังไม่มีงานที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ บางคนยังเป็น Freelance ที่ยังไม่มีธุรกิจเป็นเรื่องเป็นราว

2 ประโยคข้างบนนี้..ผมต้องการยืนยันว่าคนจะมีฐานะพอเพียง หรือถึงขั้นร่ำรวย ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ฉลาดที่สุด ขอเพียงแค่คิดเป็น เลือกคนที่จะ network ด้วยเป็น และเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง ลองผิดลองถูก วันหนึ่ง..ต้องเจออะไรดีๆ แน่นอน

ถ้าจะให้พยายามเชื่อว่าต้องฉลาดถึงจะรวย ขอให้เป็น “ความฉลาดทางอารมณ์” ขอให้เป็นความเฉลียว เป็นคนที่ฉุกคิดอยู่ตลอดเวลา ตั้งข้อสังเกต เอ..ทำไมคนนั้นเขาถึงทำได้นะ ฉันแตกต่างอะไรจากคนนั้น และในส่วนที่แตกต่าง..ฉันพัฒนาตัวเองให้ไม่แตกต่างได้ไหม ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ คุณจะเดินตามรอยเท้าของคนที่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

 

4. “ฉันไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดนะ”

ชีวิตสมัยเด็กผมก็ขี่ควายพายเรือ ไปเยี่ยมปู่ย่าตายายที่ต่างจังหวัดต้องได้มีโอกาสไปช่วยชาวบ้านเก็บข้าวโพด เก็บถั่ว ตักน้ำจากบ่อ พ่อ-แม่ก็จนๆ รับราชการ (ก่อนจะเริ่มทำธุรกิจบ้านจัดสรร) คือไม่ได้ร่ำรวยมาก่อนอย่างแน่นอน แต่ผมก็มีวันนี้ได้..ถึงแม้ไม่รวย..แต่ก็ได้ทำทุกอย่างที่อยากทำ ได้มีทุกอย่างที่อยากมี โดยไม่มีเรื่องเงินเป็นอุปสรรค

ที่จริงไม่อยากจะยกตัวอย่างตัวเองมากไป แต่เดี๋ยวจะหาว่าไปอ่านหนังสือมาเขียน ผมคิดว่ามีตัวอย่างนับไม่ถ้วนที่เกิดมายากจนแล้วร่ำรวยภายหลัง ว่าแต่ว่า..คุณคิดจะไปหาหนังสือชีวประวัติคนที่ประสบความสำเร็จมาอ่านบ้างหรือเปล่า เอาแค่เริ่มคิดนะ

จะว่าไปแล้ว ผมคิดว่าความยากจนและความลำบากด้วยซ้ำ..ที่เป็นบ่อเกิดแห่งแรงบันดาลใจ..ที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง แล้วทำอะไรสักอย่างให้ชีวิตมันดีกว่าเดิม

ตรงข้าม..ผมเห็นมาเยอะที่พ่อ-แม่ร่ำรวย ลูกเกิดมาก็มีทุกอย่างแล้ว ไม่รู้จักความลำบาก ไม่เคยเข้าใจคนอื่น ใช้เงินเป็น..แต่เก็บไม่เป็น ลงทุนไม่เป็น แล้วก็ตกต่ำใน generation ถัดมา สรุปว่า..อย่าให้คำแก้ตัวคำนี้เป็นตัวฉุดรั้งความรุ่งเรืองของคุณ

 

5. “ฉันไม่รู้จะเริ่มตรงไหน”

คนอื่นก็ไม่รู้ เหมือนกันแหละ… ผมเองก็ผ่านการทดลองทำโน่นทำนี่มาหลายอย่าง แต่สิ่งที่สรุปได้ก็คือ ถ้าคิดเองไม่ได้ อย่างน้อยก็หาตัวอย่างจากคนที่เขาทำได้ อย่างที่บอก..ดูว่าเราแตกต่างจากเขาอย่างไร จะพัฒนาตนเองปิด gap อันนั้นได้ไหม ถ้าไม่ได้ (คนเราบุญโชควาสนาไม่เท่ากัน) ก็ข้ามไป หาตัวอย่างใหม่ ก็แค่นั้นแหละ

แต่สิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำก็คือ การหมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่และฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา ทำไมนะ..20 ปีแรกของการเรียนรู้เราจึงยอมเข้าโรงเรียน จ่ายเงินเพื่อให้ได้ความรู้ แล้วก็หยุดการเรียนรู้เอาดื้อๆ หลังเรียนจบ ใครกัน..ที่ขีดเส้นว่า ม.6 หรือปริญญา เป็นเส้นที่ขีดไว้ให้หยุดการลงทุนกับการเรียนรู้ หลายคนอาจแก้ตัวว่า..ก็เรียนรู้จากการทำงานไง มันใช่แล้วหรือ นั่นคือการเรียนรู้ที่คุณได้วางแผน/เขียนเส้นทางสู่ความสำเร็จไว้หรือเปล่า หรือมันเป็นเพียงสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เพื่อให้อยู่รอดไม่โดนไล่ออกแต่ไม่เกี่ยวอะไรกับปลายทางของคุณเลย


เอาหละ กลับมาเป็นตัวของตัวเอง ผมก็คือผมผู้เขียน คุณก็คือท่านผู้อ่านนะครับ เป็นอย่างไรบ้าง..มีข้อไหนที่คุณเคยใช้มันเป็นข้อแก้ตัวบ้างไหมครับ ถ้ามี..ประกาศใน comment ด้านล่างนี้เลยให้เป็น ‘จุดบันทึกในชีวิต’ ว่านับแต่วันนี้จะเลิกใช้ข้อแก้ตัวคำนั้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการยกระดับฐานะไปสู่ความพอเพียง -> ความเพียงพอ -> ความสบายในฐานะการเงิน -> ความร่ำรวย และเมื่อวันนั้นมาถึง ผมจะใบ้ให้ว่า..คุณจะเป็น “ผู้ที่มีแต่ให้” พร้อมด้วยหัวใจอันอิ่มเอมครับ

แด่ความสำเร็จของคุณ
ธนกร – ผู้ก่อตั้งตลาดปัญญา

ธนกร ชาลี ตลาดปัญญา โค้ช มาร์เก็ตติ้ง
คอร์สออนไลน์ พลิกชีวิตให้รวย..ด้วยการวางแผนการเงินคลิก..เพื่อดูรายละเอียดคอร์สออนไลน์ รวย..ด้วย เครื่องสำอางชวนคุณรวย..ด้วยอสังหาฯ โดยใช้เงินคนอื่น

ความเห็น

17 ตุลาคม 2017
Logo โลโก้ ตลาดปัญญาCopyright © 2014-2019 บริษัท โค้ช มาร์เก็ตติ้ง จำกัด All rights reserved ห้ามคัดลอก เลียนแบบ ทำซ้ำ ดัดแปลง ซึ่งรูปแบบและเนื้อหาทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของเว็บไซต์นี้
คอร์สไหน..
จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ?