ทำตาม 7 ขั้นตอนนี้ แล้ว Facebook ของคุณจะมีคนรุมล้อม

วิธีที่จะทำให้มีคนเห็นโพสต์ Facebook ของคุณมากๆ ทั้งใน Personal Profile และใน Fan Pageหลายท่านเคยถามผมว่า ทำไมเวลาโพสต์อะไรบน Facebook แล้ว ไม่ค่อยมีคนเห็น ไม่ค่อยมีคนมาถูกใจ หรือแชร์ ผมก็เลยต้องอธิบายเป็นขั้นเป็นตอนอย่างนี้ครับ

ทุกท่านคงจะรู้อยู่แล้วว่า เวลาที่เราโพสต์อะไรในกระดานข้อความ ต่อให้มีเพื่อนเป็นพันคน หรือถ้าเป็นการโพสต์บน Fan Page ต่อให้มีคน Like เพจของเราอยู่หมื่นคน ก็ไม่ได้หมายความว่าคนเป็นพันเป็นหมื่นเหล่านั้นเขาจะเห็นโพต์ของเรานะครับ นี่ไม่ได้พูดถึงว่ามีคนโพสต์กันเยอะ แล้วข้อความของเราถูกเลื่อนตกหน้าไป แล้วเพื่อนๆ scroll ลงไปไม่ถึง ผมไม่ได้พูดถึงกรณีนี้ แต่ผมพูดถึงกรณีที่ว่า โพสต์ของเรานั้น..จะถูกนำไปแสดงหรือเปล่าด้วยซ้ำ

ฮ๊า..โพสต์ของเราอาจจะไม่ถูกแสดงในกระดานข่าวของเพื่อนๆ หรือแฟนๆ เลยเหรอ

ถูกต้องแล้วครับ ไม่ถูกแสดงเลย เพราะข้อมูลข่าวสารมันเยอะเหลือเกิน Facebook จำเป็นต้องเลือกว่าจะให้โพสต์ไหนของใครไปแสดงที่ใครบ้าง ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับ “คะแนน” ที่ Facebook ให้กับเรา ที่ภาษาทางการเขาเรียกว่า Edgerank แหละครับ (ตั้งชื่อเหมือน Page Rank ของค่าย Google)

ถ้า Edgerank ของโพสต์ของเราสูง โพสต์ของเราก็มีโอกาสที่จะถูกนำไปแสดงในกระดานข่าวของเพื่อนๆ หรือแฟนๆ มากขึ้น ยิ่งถ้า Edgerank สูง บางทีก็แสดงหลายครั้งด้วย แสดงอยู่บนๆ ด้วย ค้างอยู่อย่างนั้น ดังนั้น เราจึงควรให้ความสนใจกับคำนี้ (Edgerank) และศึกษาว่าทำอย่างไร โพสต์ของเราจะมี Edgerank สูง

หน้ากาก N95 หลายรุ่น คลิกที่นี่   หน้ากาก 3M 9501VT สั่งซื้อที่นี่

Edgerank เป็นค่าคะแนนสำหรับแต่ละโพสต์ และมีค่าเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ใช่ครับ มันไม่ได้เป็นคะแนนในระดับบัญชีผู้ใช้งาน หรือระดับ Page แต่เป็นระดับโพสต์ นั่นก็คือว่า ทุกข้อความ/รูป/วีดีโอ/กิจกรรมทุกอย่างที่เราโพสต์บน Facebook นั้น มีค่าคะแนน Edgerank ประจำตัว และยิ่งไปกว่านั้น ค่าคะแนนนี้ยังลดลงตามกาลเวลาอีกด้วย ..โอ้พระเจ้า พ่อเจ้าประคุณ Mark Zuckerberg นี่หัวแหลมจริงๆ วางกลยุทธ์ให้เราต้องโพสต์ไม่หยุด ไม่งั้นเราจะถูกลืม (มีใครอยากถูกลืมบ้างครับ?)

แย่ไปกว่านั้น.. Edgerank เป็นคะแนนที่คำนวณร่วมกับผู้รับข่าวสารจากเราด้วย เช่นว่า พอเราโพสต์รูปขึ้นไป 1 รูปปุ๊ป คะแนน Edgerank ของโพสต์นี้สำหรับเพื่อนเราคนที่ 1 (นาย ก.) จะมีค่าหนึ่ง ในขณะที่ Edgerank ของโพสต์นี้สำหรับเพื่อนเราคนที่ 2 (นาย ข.) ก็เป็นอีกค่าหนึ่ง ไม่เท่ากัน … แน๊ เพราะ Facebook รู้ว่าเพื่อนคนไหนมีปฏิสัมพันธ์กับเราบ่อยๆ บ้าง คนที่มีปฏิสัมพันธ์กับเราบ่อยๆ Edgerank ของโพสต์เราสำหรับเขาก็จะสูง ก็มีโอกาสสูงที่เพื่อนเราคนนั้นจะได้เห็นโพสต์ของเรา คงไม่งงนะครับ

สร้างแฟนเพจสนใจ..คลิกที่นี่

ทำยังไงให้โพสต์ของคุณได้คะแนน Edgerank มากๆ

ในบทความนี้ ผมจะบอกเคล็ดลับ 7 ประการที่จะช่วยให้โพสต์ของคุณมีคนเห็นเยอะๆ

แต่ก่อนจะไปที่เคล็ดลับ เราต้องมาทำความเข้าใจกับเจ้า Edgerank นี่กันก่อน ดูที่สมการด้านล่างนี้เลยครับ

Edgerank factors

อ้าว..งง อย่างเพิ่งงงครับ อธิบายง่ายๆ อย่างนี้

Edgerank เป็นผลรวมของปัจจัย 3 ประการ โดย Facebook คำนวณ Edgerank จากการเอาตัวแปร 3 ตัวมาบวก-ลบ-คูณ-หารกันโดยสูตรลับที่ไม่ยอมบอกใคร รู้แต่ว่า 3 ตัวแปร หรือ 3 ปัจจัยนี้มีผลต่อคะแนนที่จะได้ นั่นคือ

  • Affinity – คุณมีความใกล้ชิดกับผู้อ่านแค่ไหน ยิ่งถ้าคนนั้นเขาเคยมาเขียน Comment หรือมา Like โพสต์เก่าๆ ของเรามากเท่าไหร่ ก็ถือว่ามีความใกล้ชิดมาก ก็จะส่งผลถึง Edgerank ให้สูงได้
  • Weight – ไม่แปลตรงๆ ว่าน้ำหนัก แต่หมายถึงว่าถ้าโพสต์นั้นๆ ได้รับการ Comment, Like หรือ Share มากๆ ก็ถือว่ามี weight มาก
  • Time Decay – ก็คือว่า ยิ่งนานไป โพสต์ก็มีความสำคัญน้อยลงเรื่อยๆ

บางคนเคยพบว่าการโพสต์รูปภาพจะได้ weight เยอะ (ทำให้ Edgerank เยอะ) นั่นคือกำลังบอกว่า พอเริ่มโพสต์ Facebook ก็รู้คะแนน Edgerank เลย (ไม่ต้องรอดู engagement อย่างที่อธิบายข้างบน)

แต่ในขณะเดียวกันก็เคยมีคนทดลองแล้วปรากฏว่าโพสต์ที่เป็นข้อความล้วนๆ นั้นเข้าถึงผู้คนได้เยอะกว่า (ประมาณว่าได้รับ Edgerank เยอะกว่า) แต่สุดท้ายก็ไม่มีข้อสรุปที่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าอย่าไปกังวลกับรายละเอียดมาก แค่ทำตามเคล็ดลับ 7 ประการนี้ก็พอครับ

1. พยายามทำให้ Fan Page ถูก Like มากๆ (ช่วยเรื่อง Affinity)

เพราะ fan มีโอกาสเห็นโพสต์ของเรามากกว่า friend (ก็มีโอกาสเข้ามาคลิกมากกว่า ก็จะได้คะแนนในส่วน Affinity สูงขึ้น)

ผมเห็นหลายคนสร้าง Fan Page ขึ้นมาแล้วปล่อยไว้เฉยๆ หวังว่าคนคงจะมาเห็นเอง หรือพยายามบอกต่อเพื่อนๆ แต่ก็ได้ผลในวงจำกัด เทคนิคที่ผมแนะนำก็คือ ในช่วงแรกๆ ให้ยอมโฆษณาครับ ยอมจ่ายค่าโฆษณาให้กับ Facebook เพื่อเพิ่ม Like อย่างรวดเร็ว แล้วมันจะโตแบบก้าวกระโดดภายหลัง

ส่วนเทคนิคอื่นๆ สามารถหาอ่านได้ในบทความนี้

2. โพสต์สิ่งที่ดี มีคุณค่า (ช่วยเรื่อง Affinity และ Weight)

ถ้าโพสต์ขยะ ก็ได้รับขยะ ถ้าโพสต์สิ่งดีๆ ก็ได้รับสิ่งดีๆ (เหมือนเรื่องบุญ-กรรมยังไงไม่รู้)

แต่แน่นอน..ถ้าเราโพสต์สิ่งที่ “เกี่ยวข้อง” และ “เป็นประโยชน์” กับกลุ่มเป้าหมายของเรา พวกเขาก็ย่อมคลิก Like หรือ Share เยอะ บางคนก็เข้ามา Comment ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ทำให้ได้ทั้งความใกล้ชิดสนิทนสนม (Affinity) และได้ Weight ของโพสต์เราด้วย

3. สื่อสารกับ Fan ด้วย FB Message (ช่วยเรื่อง Affinity)

ตอนแรกผมก็ว่า Facebook จะมีระบบ Message ทำไมนะ เรามีเครื่องมือประเภทเดียวกันตั้งเยอะแล้ว (ข้างนอก) ทั้งอีเมล SMS WhatsApp Line จิปาถะ

แต่ในที่สุดผมก็รู้ว่าการสื่อสารกับ friend หรือ fan ด้วย FB Message นั้นช่วยเพิ่มคะแนนความใกล้ชิดระหว่างเรากับเขา ทำให้คนพวกนั้นเขาได้รับ (เห็นในกระดานข่าว) โพสต์ของเราค่อนข้างแน่นอน

ดังนั้น เราจึงควรหมั่นเขียน Message ไปถึง friend หรือ fan ของเราบ้าง และที่สำคัญ..เวลาที่คุณได้รับ Message มาจากใครก็ตาม ควรเขียนตอบกลับไป เพื่อให้เกิดการผูกสัมพันธ์ ให้ Facebook เห็นว่าเราสนิทกันไงครับ

4. โพสต์รูปภาพหรือวีดีโอบ้าง (ช่วยเรื่อง Weight)

ก็กลับมาเรื่องเดิม มันเป็นเรื่องธรรมดาครับ ภาพหนึ่งภาพ..แทนคำพันคำ ดังนั้น คนทั่วไปชอบดูรูป มันสบายตา และเข้าใจง่ายกว่าตัวอักษร สื่อความหมายได้อารมณ์กว่า นั่นก็เป็นสาเหตุให้คน interact หรือมีปฏิสัมพันธ์กับโพสต์ของเราเยอะกว่า

เราคงไม่ต้องเถียงกันว่าโพสต์ที่เป็นรูปภาพหรือวีดีโอนั้น มันได้ Weight มาช่วยคะแนนตั้งแต่ต้น หรือได้รับการ Share/Like/Comment เยอะแล้วทำให้ Affinity เพิ่มภายหลัง ไม่ว่าจะอย่างไร..มันก็พิสูจน์แล้วว่าคนชอบมีปฏิสัมพันธ์กับโพสต์ประเภทนี้มากกว่าอยู่ดี

5. โพสต์แบบ ‘ตั้งคำถาม’ หรือ ‘เว้นช่องให้ตอบ’ (ช่วยเรื่อง Weight)

คงเดาไม่ยากใช่ไหมครับ โพสต์ข้อความแบบนี้..ก็ย่อมทำให้ผู้คนเข้ามาเขียนในส่วนของ Comment ได้เยอะ อ้อ..ผมลืมลงรายละเอียดไปว่า Comment ได้คะแนน Weight มากกว่า Like หรือ Share ซะอีก

ตัวอย่างโพสต์ประเภทนี้เช่น กำลังจะซื้อ SmartPhone ใหม่ เอา iPhone หรือ Android ดีนะ?

คำถามสั้นๆ แต่ผมมั่นใจว่าได้ Comment เยอะแน่นอน แล้วก็ไม่ต้องห่วงเรื่องคำตอบ ต่อให้มีคนมาตอบว่า ไม่เอาทั้งคู่ เอา Blackberry ดีกว่า แต่ยังไง..เราก็ได้ตามจุดประสงค์แล้ว (มีคนมา comment)

ยิ่งเป็นคำถามที่ “ตอบง่าย” ตอบได้แบบสั้นๆ ยิ่งมีคน comment เยอะ เช่นถามในลักษณะให้ตอบ “ใช่หรือไม่?” “เห็นด้วยไหม” เป็นต้น

คำถามที่ต้องตอบยาวๆ หรือต้องคิดเยอะๆ ก่อนตอบ … ไม่ดีครับ อย่าลืม..เพื่อนๆ หรือแฟนๆ ของคุณได้รับข่าวสารเป็นพันชิ้นต่อวัน อ่านกระดานข่าวไม่มีวันหมด คนเขาไม่ค่อยยอมเสียเวลากับโพสต์ของเรานักหรอกครับ

6. ขอตรงๆ..ให้ช่วย Like/Comment/Share (ช่วยเรื่อง Weight)

แม้ว่าเป็นวิธีการที่ผมไม่ชอบ และไม่แนะนำ แต่มันกลับได้ผลดี (มันคนละประเด็นกันนะครับ การที่ผมชอบหรือไม่ขอบ มันเป็นคนละประเด็นกับที่ว่า วิธีนี้ได้ผลดีหรือเปล่า)

อันนี้มันเป็นเรื่องของการกระตุ้นจิตใต้สำนึกของคนอ่าน เพราะโดยทั่วไป คนอ่านแล้วก็อ่านเฉยๆ ผ่านไป แต่ถ้าในโพสต์นั้น..สะกิดสักนิดว่า

  • ถ้าชอบก็ Like ด้วยนะ หรือ
  • อย่าลืม Share แบ่งปันให้เพื่อนๆ ด้วยนะ หรือ
  • ถามคำถามให้ Comment

ก็จะกระตุ้นให้คนอ่านเขาลงมือทำอะไรสักอย่างได้เหมือนกันครับ และก็แน่นอน..มันเพิ่ม Weight ให้กับโพสต์นี้ของเรา

7. วางแผนการโพสต์ตามเวลา (ช่วยเรื่อง Decay)

นึกว่าจะไม่มีวิธีไหนช่วยเรื่องนี้แล้วใช่ไหมครับ เพราะถ้ามองเผินๆ Decay จะเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เพราะมันเป็นกาลเวลาที่ล่วงเลยไปเรื่อยๆ โพสต์ของเราก็ “บูดเน่า” ไปเรื่อยๆ คะแนน Edgerank ก็ลดต่ำลงตามกาลเวลา และมันจะหลุดหายไปจากจอทุกคนภายในเวลา 12-24 ชั่วโมง (แต่มันยังอยู่ในฐานข้อมูลของ Facebook ไม่ต้องห่วงครับ)

และที่จริง ถ้าโพสต์ของคุณไม่ได้รับความนิยม หรือแพร่สะพัด ใน Facebook ภายใน 3 ชั่วโมง ก็ลืมมันไปได้เลย คิดเรื่องโพสต์ใหม่อันถัดไปได้แล้ว

ถ้าคุณตั้งใจที่จะใช้ Fan Page ในการเชิงธุรกิจเพื่อการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายของคุณจริงๆ หละก็ คุณต้องวางแผนว่าจะโพสต์อะไร วันไหน กี่โมง และโพสต์เป็นประจำ

เรื่องโพสต์อะไรนั้น ผมเคยบอกแล้วว่าต้องเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมายของเรา เป็นสิ่งที่เขาอยากรู้ หรือรู้แล้วจะดีกับเขา เป็นสิ่งที่พวกเขาสนใจ

ส่วนว่าโพสต์เวลาไหนนั้น ถ้าคุณเป็นนักการตลาดที่จริงจัง ผมแนะนำให้โพสต์วันละ 3 เวลาคือ

  • เช้า ช่วงเวลาประมาณ 6 – 8 โมงเช้า
  • กลางวัน ช่วงเวลาประมาณ 11 โมง – บ่ายโมง
  • เย็น ช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเย็น – 3 ทุ่ม

เพราะนี่เป็นช่วงเวลาที่คนพักจากงาน อ่านอีเมล และเล่น Facebook

อย่างไรก็ตาม คนอื่นเขาก็โพสต์ในช่วงเวลานี้เหมือนกัน ดังนั้น..คุณควรแน่ใจว่า สิ่งที่โพสต์นั้นเป็นสิ่งที่โดนใจกลุ่มเป้าหมายนะครับ

อ้อ..บางทีในช่วงเสาร์-อาทิตย์ หรือวันธรรมดาดึกๆ ก็ควรโพสต์บ้าง ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณต้องหา pattern หรือรูปแบบของคุณเอง เพราะแต่ละกลุ่มเป้าหมายไม่เหมือนกัน เป็นเรื่องที่ต้องลองผิดลองถูกอยู่บ้าง สิ่งสำคัญก็คือ..ต้องวัดผล ต้องดูว่าโพสต์แบบไหน/เวลาไหนมีคนเห็นกี่คน มีคน Like/Share/Comment เยอะไหม

ลองใช้ฟีเจอร์ ‘ตั้งเวลาโพสต์’ ของ Facebook ให้เป็นประโยชน์ เราสามารถเขียนโพสต์ แล้วตั้งเวลาไว้ล่วงหน้าว่าจะให้โพสต์ปรากฏสู่สายตาผู้ชมในวัน-เวลาใด อย่างนี้ทำให้เราทำงานรวดเดียว..เขียนเนื้อหาไว้ล่วงหน้าไว้เยอะๆ ได้ (เพราะบางทีการขีดเขียนอะไรก็ต้องให้อารมณ์มันได้เหมือนกัน)

สรุป

ถ้าคุณทำธุรกิจ และตั้งใจใช้ Facebook ทำการตลาด ถ้าคุณต้องการผลลัพธ์ที่ดี คุณต้องใส่ใจกับคำว่า Edgerank และศึกษาให้เข้าใจหลักการทำงานของมัน ไม่งั้นก็เหมือนปิดตาขึ้นรถไฟเหาะยิงปืน คงยิงโดนเป้ามั๊งอย่างนั้นหนะ เอาเป็นว่า

  • คิดก่อนโพสต์
  • ทุกโพสต์มีจุดประสงค์ชัดเจน
  • วางแผนล่วงหน้า

 

แล้วพบกันใหม่ครับ
ธนกร – ผู้ก่อตั้งตลาดปัญญา

ธนกร ชาลี ตลาดปัญญา โค้ช มาร์เก็ตติ้ง

ความเห็น

4 พฤษภาคม 2020
Logo โลโก้ ตลาดปัญญาCopyright © 2014-2019 บริษัท โค้ช มาร์เก็ตติ้ง จำกัด All rights reserved ห้ามคัดลอก เลียนแบบ ทำซ้ำ ดัดแปลง ซึ่งรูปแบบและเนื้อหาทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของเว็บไซต์นี้
ทางเลือกใหม่ ไร้ความเสี่ยง
เลือกเรียนได้ทุกคอร์สอย่างอิสระใน
ระบบบุฟเฟ่ต์
  • ไม่ต้องกลัวว่าจะสอนไม่ดี
  • ไม่ต้องกลัวว่าเนื้อหาจะไม่ตรงใจ
  • อยากเรียนโน่นนี่นั่นหลายอย่าง..ได้เลย
  • อยากประหยัด..ใช่เลย..ระบบบุฟเฟ่ต์ตอบโจทย์
คอร์สไหน..
จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ?