ประวัติ อ.ธนกร ชาลี

พื้นฐาน

ผมเองเติบโตมาจากครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยมาก่อน คุณพ่อ-คุณแม่รับราชการ แต่ก็ค่อยๆ แบ่งเวลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว จนกระทั่งลาออกมาทำเต็มตัวในที่สุด ทำให้ได้เห็นความขยัน ความอดทน การก่อร่างสร้างตัวของที่บ้าน ส่วนตัวเองก็ไม่ใช่คนเรียนเก่ง อาศัยว่าเป็นคนชอบอ่าน ชอบค้นคว้า เรียนรู้ และเลือกคบเพื่อน ชอบที่จะอยู่ใกล้คนเก่ง พาให้เราเข็นตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้ได้

 

ธนกร ชาลี โค้ช มาร์เก็ตติ้ง

ย้อนหลังไป 13 ปี (พ.ศ. 2544) ผมได้มีโอกาสพบกับเพื่อนเก่าที่พัฒนาความคิดไปมาก ได้มีโอกาสร่วมงานและสร้างธุรกิจกับเขา ทำให้ได้เรียนรู้อะไรๆ หลายอย่างเกี่ยวกับการทำธุรกิจและการลงทุน นอกจากร่วมงานกันในฐานะเจ้านาย-ลูกน้องแล้ว ยังชวนกันลงทุนในเรื่องต่างๆ (ลงแต่เงิน ไม่ได้ลงไปทำ) ตลอดเวลาก็ได้เรียนรู้แง่คิดดีๆ ในการดำเนินชีวิต ธุรกิจ การปกครอง การเงิน การคบคน ฯลฯ สารพัด

จนถึงวันหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าประสบความสำเร็จในชีวิตระดับหนึ่ง (ยอมรับว่ายังต้องการไต่ระดับขึ้นไปอีก) รู้เลยว่าชีวิตที่มีอิสรภาพทางการเงินเป็นอย่างไร ความรู้สึกไม่มั่นคง ความเครียด ความสับสน ความรู้สึกดิ้นรน/แก่งแย่ง ตัวกูของกู มันลดหายไปเยอะ รู้เลยว่า นี่คือความรู้สึกที่หลายคนแสวงหา และหลายคนหาหนทางมาสู่สภาวการณ์นี้ด้วยการทำธุรกิจ/การลงทุน

วันนี้.. ผมอยากแบ่งปันความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ของผม ช่วยให้คนที่มีความตั้งใจจริง มีวิริยะอุตสาหะ ได้มีโอกาสพบกับความสำเร็จในชีวิต อยากช่วยเพิ่มสัดส่วนผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ ผมมั่นใจว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจจะได้พบกับ “สถานะ” และ “ความรู้สึก” ของการเป็นอิสระ อย่างที่เรียกว่า “อิสรภาพทางการเงินและเวลา” อย่างแน่นอน

สำหรับบางท่านที่สนใจประวัติของผมในรายละเอียดกว่านี้ ก็ขอเชิญอ่านต่อด้านล่างนี้ได้เลยครับ

ลพบุรี

ธนกร ชาลี วัยเด็กแม้ว่าผมจะเกิดที่กรุงเทพฯ แต่บรรพบุรุษรุ่น ปู่-ย่า-ตา-ยาย ของผมเป็นคน จ.ลพบุรี ดังนั้น ในสมัยเด็กๆ ผมจึงมีโอกาสได้ไปลพบุรีบ่อย ก็เลยผ่านชีวิตติดดินมาบ้าง ทั้งขี่ควาย พายเรือ (สมัยก่อนเคยมีน้ำท่วม จ.ลพบุรี) สมัยก่อนครอบครัวของผมก็แทบจะเรียกว่าจน คุณพ่อ-คุณแม่ทำงานราชการทั้งคู่ อยู่บ้านไม้หลังเล็กๆ แถวๆ บางซ่อน ก็อยู่แบบพอมีพอกิน

เซนต์คาเบรียล

คงเป็นเพราะคุณแม่ผมมองการณ์ไกล ผลักดันผมให้สอบเข้าโรงเรียนเซนต์คาเบรียลได้ เรียนที่นั่นตั้งแต่ ป.1 – ม.6 และความที่เป็นโรงเรียนคริสต์ นั่นก็เป็นที่ที่ทำให้ผมมีพื้นฐานภาษาอังกฤษค่อนข้างดี จำได้ว่าช่วง ม.ปลาย เรียน ภ.อังกฤษ ในรูปแบบต่างๆ ตั้ง 18 คาบ จากทั้งหมด 35 คาบ/สัปดาห์

Digital Clock นาฬิกาดิจิทัล ประกอบโดย ธนกร ชาลีช่วงวัยเรียนในโรงเรียนก็มีกิจกรรมที่สนใจหลายอย่าง ผมเองชอบต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่สมัย ป.5 จำได้ว่าสมัยนั้นประกอบวงจรไล่ยุง และก็อะไรอีกหลายอย่าง เรียกว่าสมัยเด็กๆ เดินบ้านหม้อเป็นว่าเล่น ตอน ม.3 ประกอบวงจรนาฬิกาดิจิทัล ซึ่งผมยังใช้อยู่มาจนปัจจุบัน ช่วง ม.ปลาย ก็ชอบเล่นกล้อง เป็นช่างภาพในงานกีฬาสี ว่างๆ ก็เล่นดนตรีกับเพื่อน

ธนกร ชาลี จบการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียลต้องขอบคุณโรงเรียนเซนต์คาเบรียลที่ทำให้ผมมีเพื่อนที่นามสกุลดังๆ (หรือไม่ก็บ้านรวย) หลายคน ทำให้มี connection ค่อนข้างกว้างขวาง ถ้าจะพูดไปแล้วเพื่อนของผมมีทุกรูปแบบ ปัจจุบันเพื่อนๆ เหล่านั้นก็อยู่ในหลายวงการ ทั้งดารา นักแสดง เป็นหมอ ทนายความ เป็นเจ้าของกิจการ แม้กระทั่งรัฐมนตรี

เรื่องเรียนไม่ต้องพูดถึง แม้จะเรียนสายวิทย์ แต่ก็เรียนไม่เก่งหรอกครับ ถึงขั้นตกวิชาชีววิทยาเลยทีเดียว และนั่นก็เป็นสิ่งที่ยืนยันความคิดว่าคงจะต้องเอาดีทางด้านวิศวะ ไม่ใช่หมอ และด้วยความชอบประดิษฐ์โน่นนี่อยู่แล้ว ก็มุ่งมั่นที่จะ Ent’ เข้าวิศวะให้จงได้

 

วิศวะ จุฬาฯ

ผมจับคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สมัย ม.4 (พ.ศ. 2526)​ สมัยนั้นเริ่มมีคนนำเข้าเครื่อง Zinclare (ถ้าสะกดไม่ผิดนะครับ) ข้างในเป็น CPU Z80 ฮาร์ดดิสก์หรือฟลอปปี้ดิสก์ไม่ต้องพูดถึง สมัยนั้นเก็บข้อมูลในเทป เวลาเขียนอ่านไฟล์ต้องต่อช่อง Audio IN/OUT มาเข้าเครื่องเล่นเทป ถัดมาก็ได้เล่นเครื่อง Apple II ที่ใช้ CPU เบอร์ 6502 (ใครจำได้บ้างเอ่ย) พอได้เรียนวิศวะ ก็เลยเลือกสาขาคอมพิวเตอร์

ธนกร ชาลี จบการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์หลักสูตรวิศวะปี 1 สอนทุกอย่าง ทุกสาขาวิศวกรรม ก็เลยทำให้เราทำได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะหล่อคอนกรีต เชื่อมเหล็ก เขียนแบบ ผสมสารเคมี เขียนโปรแกรม ต่อวงจรไฟฟ้า ฯลฯ เสร็จแล้วค่อยมาแยกสาขาตอนปี 2 ซึ่งผมก็ไม่พลาดที่จะเลือกเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์

สม้ยนั้นยังใช้เมนเฟรมกันอยู่เลยครับ ใช้บัตรเจาะ ขยับมาหน่อยก็เขียน Cobol, Fortran แล้วก็มีเครื่อง Mini-computer (ประมาณว่าเป็นเครื่อง Unix ในสมัยปัจจุบัน) เรียนวิศวะฯ คอมพ์ฯ เขาไม่สอนการเขียนโปรแกรมกัน เราต้องเรียนรู้เอง แค่วิชาต่างๆ ก็แน่นเอี้ยดอยู่แล้ว ผมก็เลยเขียนโปรแกรมได้หลายภาษา ทั้ง Assembly, Pascal, C (ทุกวันนี้ขยับมาเขียน php ทำเว็บด้วย HTML, CSS, Javascript)

งาน R&D (วิจัยและพัฒนา)

ธนกร ชาลี ไปทำงานที่ต่างประเทศพอจบปุ๊ป อาจารย์ท่านหนึ่งก็พาไปแนะนำให้ทำงานแห่งหนึ่ง (อาจารย์เป็นที่ปรึกษาของที่นี่) เรียกว่าเมื่อวานเพิ่งเรียนจบ..วันนี้ทำงานทันที เพราะอาจารย์เขาหมายตาไว้แล้ว งานก็เกี่ยวกับการออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ วงจรควบคุม (Controller) เขียนโปรแกรม

ถัดมาทางบริษัทได้ไป take over บริษัทต่างชาติแห่งหนึ่งที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ทางด้านระบบสื่อสาร มีศูนย์วิจัยและพัฒนาอยู่ที่เมือง Toronto, Canada และมีตลาดอยู่ใน USA และ Europe (U.K., Italy, Spain เป็นหลัก) ผมก็เลยถูกส่งไปเรียนรู้ผลิตภัณฑ์อยู่ที่ Canada อยู่หลายครั้ง ครั้งละหลายเดือน ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศเป็นพักๆ ก็เลยได้ฝึกภาษาอังกฤษ ได้เรียนรู้การทำงานแบบฝรั่ง ที่ค่อนข้างจะมีวินัย มีความจริงจัง คิดละเอียดรอบคอบ คิดอย่างมีระบบ

10 ปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป ทางบริษัทได้มีนโยบายให้หารายได้เอง ตั้งบริษัทให้พวกเราถือหุ้นกัน 6 คน แต่ด้วยความที่หุ้นส่วนทุกคนเป็นวิศวกรทั้งหมด ไม่เคยรู้เรื่องการตลาดและการขายเลย ธุรกิจก็ไม่ไปถึงไหน เหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง จนกระทั่งได้พบเพื่อนสมัยเรียนวิศวะคนหนึ่งมาชวนไปขยายกิจการบริษัททางด้าน IT (Information Technology) ก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนงานเป็นครั้งแรก (หลังจากที่ทำมา 11 ปี)

เอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ลงทุนในธุรกิจต่างๆ

ธนกร ชาลี MFEC เข้าตลาดหลักทรัพย์วันแรกมาทำงานกับเจ้านายที่เป็นเพื่อนกันมา ก็แปลกๆ ดี แต่ก็ถือว่าเราสองคนแยกแยะบทบาทได้อย่างดีเยี่ยม ในเวลางาน/นอกเวลางาน แต่เป้าหมายก็ชัดเจน คือมาช่วยเขาสร้างแผนกเล็กๆ เพื่อเป็นอาวุธทางธุรกิจ แผนกที่ผมดูแล เริ่มตั้งแต่มีพนักงานเดิมอยู่ 4-5 คน ปัจจุบันขยายเป็น 200 กว่าคนในสายบังคับบัญชาของผม ใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปี บริษัทก็เติบโตจนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ยังจำได้ว่าวันนั้นราคาหุ้นขึ้นจากพาร์ 1 บาทไปซื้อ-ขายกันอยู่ที่ 8 บาท แล้วต่อมาก็ไปถึง 13 บาท ผมจำใส่กบาลเลยว่าวิธีที่จะรวยเร็วที่สุดก็คือการเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์นี่เอง (แต่ก็แน่นอน บริษัทนั้นต้องมีพื้นฐานที่ดี มีธุรกิจที่เติบโตต่อเนื่อง ทั้งในอดีต และมีอนาคตที่สดใส นักลงทุนเขาจึงจะให้มูลค่ากับราคาหุ้นบริษัทนั้นๆ)

ทำงานกับเพื่อนคนนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรอีกมากกกกกก นาฬิกาที่นี่เดินเร็วชมัด ทำงานที่นี่มา 13 ปีแล้วได้รู้อะไรต่อมิอะไรเทียบเท่ากับ 30 ปี รู้จักคนเพิ่มอีกเยอะ ดีลธุรกิจเป็น เจรจาต่อรอง บริหารความขัดแย้ง บริหารการเปลี่ยนแปลง ดูแลลูกค้าเป็น ปิดการขายเป็น (สำคัญมาก) ทั้งหมดนั่นมันทำให้เราอ่านอะไรออกอีกหลายอย่าง (งงไหม) อ่านคน อ่านสถานการณ์ อ่านเกมธุรกิจ และการเอาเงินไปลงทุนในเรื่องต่างๆ ก็ผิดพลาดน้อยลง

ธุรกิจเครือข่ายออนไลน์

ด้วยความที่สนใจในเรื่องของ Internet ผมก็ชอบ search net หาข้อมูลอ่านไปเรื่อยๆ ก็เจอหัวข้อเกี่ยวกับการตลาดเครือข่าย (Network Marketing) ก็เลยสนใจ ผนวกกับช่วงหนึ่งได้รับเมล์เกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจออนไลน์เยอะมาก ก็เลยโดดลงไปเล่นด้วยซะเลย เพราะอยากรู้จริง อยากได้ practice ว่าสิ่งที่เราเรียนรู้มามันจะใช้ได้จริงหรือเปล่า

ธนกร ชาลี ไปสัมมนาต่างประเทศปรากฏว่า ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ไม่เห็นจะมีอันไหนมันทำเงินให้เราเลย ไหนจะเสียเวลา (ผมทำงานประจำอยู่ ใส่หมวกหลายใบด้วย ทั้งผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร และพนักงาน ในคราวเดียวกัน) วันๆ ก็แทบจะไม่มีเวลาเหลืออยู่แล้ว แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้ อยากรู้ว่าจริงๆ แล้วมันต้องทำยังไง ก็ได้ไปเจอเว็บไซต์ของต่างประเทศหลายเว็บ ทำให้เรารู้ว่าการตลาดออนไลน์ในต่างประเทศเขาไปถึงไหนกันแล้ว บ้านเรายังส่งเมล์สแปมกันอยู่เลย ผมก็เลยไปซื้อคอร์สจากต่างประเทศมาศึกษา ส่วนใหญ่เป็นคอร์สทางด้านการตลาดออนไลน์ การสร้างเว็บ สร้าง Capture Page สร้าง Sales Page การสร้าง Traffic (กระแสผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา)

จุดพลิกผัน

ธนกร ชาลี กับ Katie Freilingจนกระทั่งสุดท้าย เอาสิ่งที่เรียนรู้มาหลายอย่างประยุกต์ใช้กับธุรกิจเครือข่ายออนไลน์ตัวหนึ่ง สามารถสร้างรายได้ 7 หลักได้โดยใช้เวลาเพียงแค่ 36 วัน ก็รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมาก โห..หาเงินล้านได้ในเวลาเดือนกว่าๆ เนี่ยนะ แต่พอหันมองกลับไป องค์กรเครือข่ายของเรา 400-500 คน มีคนที่ได้เงินหลักแสนเพียงแค่ 4-5 คน อีก 20-30 คนมีรายได้หลักหมื่น..แค่คืนทุน ผู้คนอีกเป็นร้อยล้มเหลว ผมรู้สึกเศร้าใจ และอยากหาทางช่วยคนเหล่านี้ คนที่เขามีความหวัง มีความฝัน อยากมีชีวิตที่อิสระ เป็นนักธุรกิจ เป็นนายตัวเอง แต่พวกเขาทำธุรกิจไม่เป็น ทำการตลาดไม่เป็น ขายไม่เป็น ทำยังไงจะช่วยพวกเขาได้

ผมก็เลยเลิกทำธุรกิจเครือข่าย แล้วเปลี่ยนแนวทางมาเป็นโค้ช มาเขียนบล๊อก มาสร้างคอร์สเทรนนิ่ง เพื่อแบ่งปันความรู้ให้กับผู้คน โดยหวังว่าจะช่วยให้หลายๆ คนที่มีความตั้งใจจริงได้ประสบความสำเร็จกับเขาบ้าง

ตลาดปัญญา

ก่อนจะเป็นตลาดปัญญา ผมเคยผลิตคอร์สออนไลน์ขาย สร้างระบบการขายออนไลน์แบบอัตโนมัติขึ้นมา ในเวลาเพียง 1 ปี 1 คอร์สสร้างรายได้ให้ผมเป็นหลักล้าน โดยที่ผมไม่ต้องไปทำอะไรมันอีกเลย สร้างเสร็จก็ปล่อยขายแบบอัตโนมัติไปเรื่อยๆ ตอนแรกก็มีความคิดว่าจะผลิตคอร์สที่ 2, 3, 4 ขึ้นมาอีก แต่อย่ากระนั้นเลย เราเองก็ไม่ได้รู้ทุกอย่าง สู้รวบรวมเอาคนเก่งๆ ทำคอร์สมารวมกันก็ไม่ได้ ก็เลยวางตัวเป็น e-Marketplace ดีกว่า เปิดเว็บตลาดปัญญาขึ้นมา ทำตัวเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้คนที่อยากเรียนรู้สาขาวิชาหัวข้อต่างๆ ได้เรียนรู้จากผู้ที่ความรู้หลายๆ ท่าน เรียนแบบออนไลน์ ไม่ต้องเดินทาง ใช้อินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ สะดวกทุกฝ่าย

คลิกที่นี่..เพื่อดูรายการคอร์สในตลาดปัญญา

โมเดลทางธุรกิจ ตลาดปัญญา

ภายใต้ตลาดปัญญาก็มี Blog ซึ่งเป็นบทความต่างๆ ที่มีสาระ ผมจึงอุทิศบล๊อกแห่งนี้ให้เป็นที่แบ่งปันความรู้ เทคนิค เคล็ดลับ ในเรื่องต่างๆ ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อย และหวังว่าท่านจะช่วยบอกต่อเพื่อนๆ และคนรู้จัก เพื่อเป็นวิทยาทานครับ

ปัจจุบัน

ปัจจุบัน ผมยังถือหุ้นและบริหารบริษัทที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ไป ก็เรียกได้ว่ายังทำงานประจำอยู่เพราะวางไม่ลง มันมีอะไรให้คิดใหม่เรื่อยๆ และผมรู้สึกว่ามันยังขยับขยายเติบโตต่อไปได้เรื่อยๆ Idea ยังไม่หมด นอกจากนั้น ผมก็ยังลงทุนในอีกหลายกิจการ ทั้งแบบที่อยู่ตัวแล้ว และแบบที่เป็น Start-up company ก็ด้วยความที่เราชอบคิด แต่มีเวลาแค่วันละ 24 ชั่วโมงเหมือนคนอื่น ก็เลยต้องหาคนอื่นมาเอาความคิดไปทำให้เป็นจริง ส่วนเราก็ใส่เงินลงทุนและความคิดลงไป

 

แด่ความสำเร็จของคุณ
ธนกร – ผู้ก่อตั้งตลาดปัญญา

ธนกร ชาลี ตลาดปัญญา โค้ช มาร์เก็ตติ้ง

ความเห็น

3 มกราคม 2016
Logo โลโก้ ตลาดปัญญาCopyright © 2014-2017 บริษัท โค้ช มาร์เก็ตติ้ง จำกัด All rights reserved ห้ามคัดลอก เลียนแบบ ทำซ้ำ ดัดแปลง ซึ่งรูปแบบและเนื้อหาทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของเว็บไซต์นี้
คอร์สไหน..
จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ?